Tag Archives: ความเป็นไปได้

รูปหญ้าเนเปีย

ผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ร้องรัฐหลังถูกลอยแพ

เกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ ศรีสะเกษ ร้องพลังงานช่วย หลังถูกล้มโครงการโรงไฟฟ้าลอยแพเกษตรกร

เกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ศรีสะเกษ ร้องพลังงานช่วย หลังกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเปลี่ยนนโยบายสนับสนุน และทางยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่ ล้มโครงการโรงไฟฟ้าลอยแพเกษตรกร

นายจำเนียร นนทะวงษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจแนวคิดใหม่ในอาเซียน อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยหลังการเข้าร้องเรียนปัญหาต่อนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งได้ให้ตัวแทนจากศูนย์ดำรงธรรม ประจำกระทรวงพลังงาน รับเรื่องแทน ว่า กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ 14 ครัวเรือนที่ ลงทุนปลูกหญ้าเนเปียร์จำนวน 74 ไร่ ตั้งแต่เดือนก.พ. 2557 ได้รับความเดือดร้อนจากการยกเลิกโครงการนำร่องการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ตามนโยบายของรัฐบาล

จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ตัดหรือขายให้วัตถุดิบได้ เนื่องจากทางบริษัท ยูเอซี เอ็นเนอยี่ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) ได้ยกเลิกการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 1.5 เมกะวัตต์ เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนด้านทางเงินตามข้อตกลงจากภาครัฐ

หญ้าเนเปียร์ที่มีการเพาะปลูกดังกล่าว ทางบริษัทให้ชาวบ้านปลูกเพื่อที่จะใช้เป็นท่อนพันธุ์ เพื่อขยายในพื้นที่ที่เตรียมไว้ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้าประมาณ 900 ไร่ โดยชาวบ้านหวังว่าจะมีรายได้จากการตัดขายหญ้าเนเปียร์ทุกๆ 3 เดือน บริษัทไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าตามสัญญา ก็สร้างความเสียหายแถมยังเสียโอกาสที่จะนำพื้นที่ไปทำประโยชน์ด้านอื่น จึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากปลัดกระทรวงพลังงาน จากที่ก่อนหน้านี้ได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แล้วแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า “ นายจำเนียรกล่าว

สำหรับทางออกของปัญหานั้น ทางวิสาหกิจชุมชนต้องการที่จะเป็นผู้ลงทุนเอง เนื่องจากทางที่ปรึกษาทั้งจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่าการนำก๊าซชีวภาพ ที่หมักจากหญ้าเนเปียร์มาผลิตเป็นไฟฟ้า ที่ได้รับเงินสนับสนุนในส่วนฟีดอินทารีฟ ในอัตรา 5.38บาทต่อหน่วยนั้น มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่สามารถที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ เพราะต้องใช้วงเงินลงทุนสูงถึง 80 ล้านบาทสำหรับการผลิตไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์

“หากกระทรวงพลังงาน เข้ามาให้ความช่วยเหลือเชื่อว่าสถาบันการเงิน น่าจะมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะชาวบ้านไม่ทราบว่าจะกู้เงินมากๆ เพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เรามีความหวังจากนโยบายรัฐส่งเสริมให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ แต่เมื่อเปลี่ยนนโยบาย เอกชนล้มโครงการ กลับกลายเป็นเกษตรกรที่ถูกลอยแพและขาดรายได้มากว่า 1 ปีแล้ว” นายจำเนียร กล่าว

รูปหญ้าเนเปีย
รูปหญ้าเนเปีย

 

 

 

 

 

 

**ข้อมูลจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18/01/2558

 

รูปหญ้าเนเปีย

ผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ร้องรัฐหลังถูกลอยแพ

เกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ ศรีสะเกษ ร้องพลังงานช่วย หลังถูกล้มโครงการโรงไฟฟ้าลอยแพเกษตรกร

เกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ศรีสะเกษ ร้องพลังงานช่วย หลังกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเปลี่ยนนโยบายสนับสนุน และทางยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่ ล้มโครงการโรงไฟฟ้าลอยแพเกษตรกร

นายจำเนียร นนทะวงษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจแนวคิดใหม่ในอาเซียน อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยหลังการเข้าร้องเรียนปัญหาต่อนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งได้ให้ตัวแทนจากศูนย์ดำรงธรรม ประจำกระทรวงพลังงาน รับเรื่องแทน ว่า กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ 14 ครัวเรือนที่ ลงทุนปลูกหญ้าเนเปียร์จำนวน 74 ไร่ ตั้งแต่เดือนก.พ. 2557 ได้รับความเดือดร้อนจากการยกเลิกโครงการนำร่องการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ตามนโยบายของรัฐบาล

จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ตัดหรือขายให้วัตถุดิบได้ เนื่องจากทางบริษัท ยูเอซี เอ็นเนอยี่ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) ได้ยกเลิกการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 1.5 เมกะวัตต์ เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนด้านทางเงินตามข้อตกลงจากภาครัฐ

หญ้าเนเปียร์ที่มีการเพาะปลูกดังกล่าว ทางบริษัทให้ชาวบ้านปลูกเพื่อที่จะใช้เป็นท่อนพันธุ์ เพื่อขยายในพื้นที่ที่เตรียมไว้ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้าประมาณ 900 ไร่ โดยชาวบ้านหวังว่าจะมีรายได้จากการตัดขายหญ้าเนเปียร์ทุกๆ 3 เดือน บริษัทไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าตามสัญญา ก็สร้างความเสียหายแถมยังเสียโอกาสที่จะนำพื้นที่ไปทำประโยชน์ด้านอื่น จึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากปลัดกระทรวงพลังงาน จากที่ก่อนหน้านี้ได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แล้วแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า “ นายจำเนียรกล่าว

สำหรับทางออกของปัญหานั้น ทางวิสาหกิจชุมชนต้องการที่จะเป็นผู้ลงทุนเอง เนื่องจากทางที่ปรึกษาทั้งจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่าการนำก๊าซชีวภาพ ที่หมักจากหญ้าเนเปียร์มาผลิตเป็นไฟฟ้า ที่ได้รับเงินสนับสนุนในส่วนฟีดอินทารีฟ ในอัตรา 5.38บาทต่อหน่วยนั้น มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่สามารถที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ เพราะต้องใช้วงเงินลงทุนสูงถึง 80 ล้านบาทสำหรับการผลิตไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์

“หากกระทรวงพลังงาน เข้ามาให้ความช่วยเหลือเชื่อว่าสถาบันการเงิน น่าจะมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะชาวบ้านไม่ทราบว่าจะกู้เงินมากๆ เพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เรามีความหวังจากนโยบายรัฐส่งเสริมให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ แต่เมื่อเปลี่ยนนโยบาย เอกชนล้มโครงการ กลับกลายเป็นเกษตรกรที่ถูกลอยแพและขาดรายได้มากว่า 1 ปีแล้ว” นายจำเนียร กล่าว

รูปหญ้าเนเปีย
รูปหญ้าเนเปีย

 

 

 

 

 

 

**ข้อมูลจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18/01/2558

 

wood pellet thai sumi

วัตถุดิบต่างๆ+ชีวมวล สำหรับผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดในประเทศไทย (pellet, wood pellet, biomass pellet)

วัตถุดิบต่างๆ+ชีวมวล สำหรับผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดในประเทศไทย

การลงทุนเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (pellet, wood pellet, biomass pellet) นั้นมีสิ่งที่จะต้องพิจารณาหลักๆคือ

1. Technology
ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตรวมถึงเครื่องจักรที่ใช้ในการเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมสำหรับการอัดเม็ดและเครื่องอัดเม็ดนั้นมีค่อนข้างจะพร้อมอยู่แล้ว เรียกได้ว่าถ้ามีเงินลงทุนก็สามารถซื้อหาได้ แต่จะใช้เทคโนโลยีของใครหรือใช้เครื่องของผู้ผลิตเครื่องเจ้าไหนหรือประเทศไหนก็ขึ้นกับนโยบายการลงทุนรวมถึงประสบการณ์ของผู้ที่ต้องการลงทุน
ดังนั้นผู้ที่ต้องการลงทุนควรจะหาข้อมูลรวมถึงไปดูงานจริงให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องจักรที่พบบ่อยก็คือความคงทนของเครื่องจักร เช่นเครื่องจักรที่ผลิตจากทางประเทศจีนจะมีปัญหาอายุการใช้งานของเครื่องจักรและชิ้นส่วนเครื่องจักรเช่นลูกปืน, roller, หน้า dieplate เป็นต้น เนื่องจากที่ประเทศจีนนั้นใช้เหล็ก recycle เป็นวัตถุดิบในการผลิตได้
การที่อายุการใช้งานของชิ้นส่วนนั้นสั้นทำให้ต้องมีการหยุดการผลิตเป็นระยะๆเพื่อซ่อมบำรุงซึ่งทำให้สิ้นเปลืองแรงงาน ค่าชิ้นส่วน รวมถึง down time ทำให้กำลังการผลิตโดยรวมลดลง เหล่านี้จะทำให้หลายๆคนเริ่มจะผลิตชิ้นส่วนที่สำคัญๆของเครื่องจักรอัดเม็ดในไทยเองเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
โดยคร่าวๆแล้ว ถ้าจะต้องการผลิตพวกชีวมวลอัดเม็ดที่กำลังการผลิตประมาณ 2-4 ตันต่อชั่วโมง เงินลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 ล้านบาทขึ้นกับชนิดของวัตถุดิบ (การเตรียมวัตถุดิบให้อยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการอัด)

2. Logistic cost ของวัตถุดิบและชีวมวลที่อัดเม็ดแล้ว
ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการรวบรวมวัตถุดิบชีวมวลมายังโรงงานอัดเม็ดซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับการส่งชีวมวลที่อัดเม็ดแล้วไปยังท่าเรือหรือโรงงานผู้ซื้อ ทั้งนี้เนื่องจากวัตถุดิบที่รวบรวมมาอาจจะยังมีน้ำหนักเบา (Bulk density ต่ำมาก) ซึ่งทำให้ค่าขนส่งค่อนข้างสูง รวมถึงยังมีความชื้นสูงซึ่งทำให้บางครั้งการขนส่งชีวมวลนั้นเป็นการขนส่งส่วนที่เป็นน้ำถึงครึ่งหนึ่งของน้ำหนักหรือมากกว่า เช่นหญ้าเนเปียร์มีความชื้นสูงได้ถึง 70% หรือมากกว่านั้น เป็นต้น
ดังนั้นการขนส่งวัตถุดิบเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดี ซึ่งจะรวมถึงการเก็บเกี่ยววัตถุดิบด้วย เช่นการวางแผนการเก็บเกี่ยวหญ้าเนเปียร์  ระยะทางจากจุดที่มีชีวมวลอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เป็นต้น
นี่เป็นที่มาที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกร เช่นเกษตรกรในภาคอีสานมีการรวมตัวกันเพื่อรวบรวมชีวมวลมาเป็นวัตถุดิบเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงาน การเปิดที่รับซื้อชีวมวลในหลายๆพื้นที่เพื่อเป็นการรวบรวมวัตถุดิบ
ดังนั้น ก่อนที่จะลงทุนผลิตชีวมวลอัดเม็ดก็จำเป็นจะต้องพิจารณาศักยภาพในส่วนนี้ด้วย

3. Raw material biomass (Type, Size, availability, collectability, etc)
ชนิดของวัตถุดิบก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากวัตถุดิบชีวมวลนั้นมีหลากหลายและอยู่ในสภาพที่แตกต่างกัน วัตถุดิบที่มีความง่ายในการรวบรวมหรืออยู่ในสภาพที่ง่ายต่อการอัดเม็ดก็จะมีราคาสูง เช่น ขี้เลื่อยและแกลบ เป็นต้นซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้สามารถนำไปทำประโยชน์ได้หลายทางอยู่แล้ว ความต้องการจึงมีสูงทำให้ราคานั้นสูงตามไปด้วย
วัตถุดิบอื่นๆเช่น เหง้ามันสำปะหรัง, เปลือกไม้, หญ้าเนเปียร์, ต้นอ้อยและต้นข้าวโพด, ใบสัปปะรด, ฟางข้าว เป็นต้น นั้นก็มีความยากง่ายในการจัดการต่างกัน ค่าใช้จ่ายในการจัดการวัตถุดิบเหล่านี้ให้พร้อมสำหรับการนำมาอัดเป็นเม็ดก็รวมถึง
3.1 การนำวัตถุดิบออกมาจากพื้นที่ เช่นเหง้ามันสำปะหรังซึ่งก็ต้องมีการขุด, ต้นข้าวโพดที่ต้องมีการตัด เป็นต้น
ความยากง่ายในการได้วัตถุดิบในแต่ละช่วงของปี รวมถึงฤดูกาล ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา

3.2 การเตรียมให้วัตถุดิบข้างต้นให้มีขนาดที่เหมาะสมกับการอัด เช่น การบด การสับ เครื่องร่อนแยกขนาด เป็นต้น

3.3 การเตรียมวัตถุดิบที่สับหรือบดแล้วให้แห้งพอเหมาะสำหรับการอัด เช่นความชื้น 15-20% ซึ่งก็จำเป็นที่จะต้องมีลานตากแห้ง หรือเครื่องอบแห้ง (dryer) 

สำหรับการใช้งาน wood pellet นั้นได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่ากรณีการใช้น้ำมันเตามากกว่า 50% แต่ทั้งนี้ก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงระบบเตาเผาจากเตาเผาระบบน้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ดแทนแต่การคืนทุนปกติก็จะไม่เกิน 1.5-2 ปี

แนวโน้มความต้องการชีวมวลอัดเม็ด (wood pellet)
ปัจจุบันนอกจากความต้องการในประเทศแล้วก็ยังมีความต้องการชีวมวลอัดเม็ดเป็นอย่างมากในต่างประเทศเช่น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ เป็นต้น ซึ่งความต้องการดังกล่าวนั้นยังมีมากกว่าปริมาณที่ประเทศไทยผลิตอยู่ในปัจจุบันถึง 3 เท่าตัว โดยยังมีแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการที่ประเทศดังกล่าวมีการกำหนดกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับให้ใช้ชีวมวลเป็นเชื้อเพลิงทั้งในอุตสาหกรรมและครัวเรือน
ความต้องการดังกล่าวผลักให้ราคาชีวมวลอัดเม็ดเพิ่มขึ้นสูงถึงเกือบประมาณ 120-140 เหรียญดอลล่าต่อตัน (4000-4500 บาทต่อตัน)

ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่

http://www.thaisumi.com

 

wood pellet thai sumi
wood pellet thai sumi

 

pellet machine - เครื่องอัดเม็ด
pellet machine – เครื่องอัดเม็ด