Tag Archives: อัดก้อน

ไม้ยูคา ไม้โกงกาง ไม้ยางพารา ท่อนไม้

พ.ร.บ.สวนป่าฉบับใหม่ ตัดบัญชีแนบท้ายไม้เศรษฐกิจ ไม้ยางพารา ไม้ยูคา ไม้โกงกาง 2558

พ.ร.บ.สวนป่าฉบับใหม่ ตัดบัญชีแนบท้ายไม้เศรษฐกิจ ไม้ยางพารา ไม้ยูคา ไม้โกงกาง 2558

วันนี้ (5 ก.พ.2558) ที่รัฐสภา ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ พ.ร.บ.สวนป่า (ฉบับที่….) พ.ศ…. (แก้ไข พ.ร.บ.สวนป่า พ.ศ. 2535) ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ 2 โดยมีสาระที่สำคัญ เรื่อง การนิยามคำว่า “สวนป่า” ซึ่งหมายความว่าที่ดินที่ได้ขึ้นทะเบียนเพื่อทำการปลูกและบำรุงรักษาต้นไม่ตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มและถอนรายชื่อต้นออกจากบัญชีแนบท้ายได้ โดยให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา จากเดิมที่นำเข้าไปแต่ไม่สามารถนำออกได้ ทั้งนี้ ได้มีการตัดรายชื่อต้นไม้ที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.จำนวน 8 รายการ จากที่ ครม.เสนอเข้ามาจำนวน 66 รายการ เช่น ยางพารา มะฮอกกานี โกงกาง ยูคาลิปตัส กระถิน สนประดิพัทธ์ เสม็ด เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตเกษตรกรและเพื่อความเหมาะสม ส่วนผู้ที่ต้องการขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.สวนป่า เป็นไปตามด้วยความสมัครใจ โดยหากขึ้นทะเบียนแล้วก็จะได้รับสิทธิ์ต่างๆ โดยไม่ต้องเสียค่าทะเบียน

สำหรับโทษผู้ที่ฝ่าฝืนจากเดิมมีทั้งโทษอาญา ทั้งจำคุกและปรับ กรรมาธิการฯ เห็นว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นการส่งเสริม ดังนั้นควรจะให้มีบทลงโทษทางปกครองแทน โดยดูเรื่องเจตนาเป็นหลัก หากมีการละเมิดก็ใช้วิธีการตักเตือน และที่สุดคือการถอนการขึ้นทะเบียนสวนป่า โดยผู้ทำสวนป่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไม่จัดทำบัญชีแสดงชนิดจำนวนไม้ที่ปลูกตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด กรรมาธิการได้ตัดโทษจำคุกออก เหลือเพียงโทษปรับ 10,000 บาท หรือหากทำบัญชีเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนกรณีความผิดจากการค้า มีไว้ในครอบครอง หรือนำไม้มาสวมตอ จะมีความผิดระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

ทั้งนี้ การปรับปรุงแก้ไขมาจาก พ.ร.บ.สวนป่า ปี 2535 ที่มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสม และเป็นอุปสรรคต่อการสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการปลูกสร้างสวนป่า รวมทั้งเป็นปัญหาอุปสรรคในการแปรรูปไม้ และการออกใบรับรองไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า และความไม่ชัดเจนของสถานะของสัตว์ป่าหรือของป่าในสวนป่า ดังนั้นสมควรต้องแก้ไขหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสวนป่า และปรับปรุงมาตรการในการกำกับดูแลและแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อเป็นมาตรการในการส่งเสริมและจูงใจให้มีการปลูกสร้างสวนป่า ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้ของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และกำหนดบทนิยามของป่า จากเดิมที่สวนป่ามีแค่ 2 ชนิด แต่ของใหม่ได้เพิ่มขึ้นมาอีก 62 ชนิด เป็น 64 ชนิด และที่ผ่านมาความต้องการไม้เพิ่มมากขึ้น หลังจาก 25 ปีที่ปิดป่า และตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มพื้นป่าเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2567 จากเดิมที่มี 32 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังสอดคล้องกับการส่งเสริมการค้าไม้ต่างประเทศ ให้นำไม้ซึ่งมีที่มาที่ไปแปรรูปขายไปยังต่างประเทศ และสอดรับกับการจัดสรรที่ดินให้เอกชน ซึ่งบางพื้นที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ก็ให้ทำเป็นรูปแบบสหกรณ์เพราะบางแปลงเหมาะกับการทำสวนป่า ทั้งนี้ยังมีข้อที่น่าเป็นห่วงและได้พยายามแก้ไขทั้งเรื่อง การจัดสรรที่ดิน การเปิดให้สามารถเคลื่อนย้ายไม้ได้ง่ายขึ้น หรือการอนุญาตให้ตั้งโรงเรื่อยไม้ในพื้นที่รายแปลงตามที่กำหนดเพื่ออำนวยความสะดวก

โดยหลังจากสมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวาง ในที่สุดที่ประชุมมีมติเห็นสมควรให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.สวนป่าเป็นกฎหมายต่อไป ด้วยคะแนน 185 ต่อ 2 เสียง และ งดออกเสียง 5 เสียง

ด้าน พล.อ.ดนัย มีชูเวท ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สนช.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สวนป่า กล่าวว่า ตนอยากทำความเข้าใจกับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ กล่าวคือ ให้ประชาชนลงทะเบียนสวนป่าตามสมัครใจ โดยจะได้รับสิทธิ์ครอบคลุมไม่เสียค่าขึ้นทะเบียน จะทำการตัด ทำไม้ หรือขอใบรับรองจากกรมป่าไม้แบบยั่งยืนได้ การแปรรูปไม้ นำไม้เคลื่อนที่ การหาของป่าโดยไม่เสียค่าบำรุงหรือค่าภาคหลวง ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับคนทั่วไปหรือผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ผู้ที่ทำสวนป่ารายย่อยที่ตัดต้นยางพาราไปส่งแค่โรงงาน หรือถ้านำออกไปในประเทศจีนไม่ต้องใช้ใบรับรองต้นกำเนิด แต่ถ้านำออกไปยุโรปต้องใช้ ฉะนั้นจะกระทบแต่กับผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายเท่านั้น

“โดยภาพรวมเราได้ทำ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้มีความอ่อนตัวในทางปฏิบัติ เช่น บางคนทำบัญชีจำนวนไม้ผิดพลาด เดิมโทษมีทั้งทางอาญาจำคุก และโทษปรับ แต่เราเห็นว่าแก้ไข พ.ร.บ.นี้เพื่อส่งเสริม จึงต้องดูระดับว่าควรทำอย่างไร จึงได้ใช้โทษทางปกครอง คือหากทำบัญชีผิดจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม จะถูกเจ้าหน้าที่ตักเตือนก่อน แต่ถ้ายังแสดงเจตนาไม่แก้ไข ก็จะมีโทษทางปกครองคือถอนทะเบียนออกไปและไม่ให้ขึ้นทะเบียนสวนป่า ซึ่งจะต้องกลับไปเข้า พ.ร.บ.ป่าไม้ ป่าสงวนเช่นเดิมจะไม่ได้รับสิทธิในการเคลื่อนที่ไม้ การตั้งสถานที่แปรรูปไม้ การเก็บของป่าจะต้องมีการเสียภาคหลวง โดยจะเป็นการปรับดีกรีบทลงโทษให้ลดลง เว้นเรื่องโทษเกี่ยวกับการแปรรูปไม้ที่ไปเอาไม้จากที่อื่นมาสวมตอ หรือแปรรูปก็ยังคงโทษไว้ตาม พ.ร.บ.เดิม หากในอนาคตทุกคนพร้อมและอยากจะเข้าร่วมก็จะมีการปรับปรุงกฎหมาย เพราะมีการเปิดทางให้เพิ่มเติมชื่อไม้ โดยเสนอความต้องการมาตามขั้นตอนเช่นทำประชาพิจารณ์เสนอผ่านกรมป่าไม้เพ่อส่งมายัง ครม. และพิจารณาให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา รวมถึงหากเห็นควรให้ถอนชื่อต้นไม้ออกจากบัญชีท้ายได้ด้วยเช่นกัน” พล.อ.ดนัยกล่าว

ไม้ยูคา ไม้โกงกาง ไม้ยางพารา ท่อนไม้
ไม้ยูคา ไม้โกงกาง ไม้ยางพารา ท่อนไม้

**อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์วันที่ 05/02/2558

 

 

รูปหญ้าเนเปีย

ผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ร้องรัฐหลังถูกลอยแพ

เกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ ศรีสะเกษ ร้องพลังงานช่วย หลังถูกล้มโครงการโรงไฟฟ้าลอยแพเกษตรกร

เกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ศรีสะเกษ ร้องพลังงานช่วย หลังกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเปลี่ยนนโยบายสนับสนุน และทางยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่ ล้มโครงการโรงไฟฟ้าลอยแพเกษตรกร

นายจำเนียร นนทะวงษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจแนวคิดใหม่ในอาเซียน อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยหลังการเข้าร้องเรียนปัญหาต่อนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งได้ให้ตัวแทนจากศูนย์ดำรงธรรม ประจำกระทรวงพลังงาน รับเรื่องแทน ว่า กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ 14 ครัวเรือนที่ ลงทุนปลูกหญ้าเนเปียร์จำนวน 74 ไร่ ตั้งแต่เดือนก.พ. 2557 ได้รับความเดือดร้อนจากการยกเลิกโครงการนำร่องการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ตามนโยบายของรัฐบาล

จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ตัดหรือขายให้วัตถุดิบได้ เนื่องจากทางบริษัท ยูเอซี เอ็นเนอยี่ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) ได้ยกเลิกการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 1.5 เมกะวัตต์ เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนด้านทางเงินตามข้อตกลงจากภาครัฐ

หญ้าเนเปียร์ที่มีการเพาะปลูกดังกล่าว ทางบริษัทให้ชาวบ้านปลูกเพื่อที่จะใช้เป็นท่อนพันธุ์ เพื่อขยายในพื้นที่ที่เตรียมไว้ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้าประมาณ 900 ไร่ โดยชาวบ้านหวังว่าจะมีรายได้จากการตัดขายหญ้าเนเปียร์ทุกๆ 3 เดือน บริษัทไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าตามสัญญา ก็สร้างความเสียหายแถมยังเสียโอกาสที่จะนำพื้นที่ไปทำประโยชน์ด้านอื่น จึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากปลัดกระทรวงพลังงาน จากที่ก่อนหน้านี้ได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แล้วแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า “ นายจำเนียรกล่าว

สำหรับทางออกของปัญหานั้น ทางวิสาหกิจชุมชนต้องการที่จะเป็นผู้ลงทุนเอง เนื่องจากทางที่ปรึกษาทั้งจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่าการนำก๊าซชีวภาพ ที่หมักจากหญ้าเนเปียร์มาผลิตเป็นไฟฟ้า ที่ได้รับเงินสนับสนุนในส่วนฟีดอินทารีฟ ในอัตรา 5.38บาทต่อหน่วยนั้น มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่สามารถที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ เพราะต้องใช้วงเงินลงทุนสูงถึง 80 ล้านบาทสำหรับการผลิตไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์

“หากกระทรวงพลังงาน เข้ามาให้ความช่วยเหลือเชื่อว่าสถาบันการเงิน น่าจะมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะชาวบ้านไม่ทราบว่าจะกู้เงินมากๆ เพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เรามีความหวังจากนโยบายรัฐส่งเสริมให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ แต่เมื่อเปลี่ยนนโยบาย เอกชนล้มโครงการ กลับกลายเป็นเกษตรกรที่ถูกลอยแพและขาดรายได้มากว่า 1 ปีแล้ว” นายจำเนียร กล่าว

รูปหญ้าเนเปีย
รูปหญ้าเนเปีย

 

 

 

 

 

 

**ข้อมูลจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18/01/2558

 

รูปหญ้าเนเปีย

ผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ร้องรัฐหลังถูกลอยแพ

เกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ ศรีสะเกษ ร้องพลังงานช่วย หลังถูกล้มโครงการโรงไฟฟ้าลอยแพเกษตรกร

เกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ศรีสะเกษ ร้องพลังงานช่วย หลังกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเปลี่ยนนโยบายสนับสนุน และทางยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่ ล้มโครงการโรงไฟฟ้าลอยแพเกษตรกร

นายจำเนียร นนทะวงษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจแนวคิดใหม่ในอาเซียน อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยหลังการเข้าร้องเรียนปัญหาต่อนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งได้ให้ตัวแทนจากศูนย์ดำรงธรรม ประจำกระทรวงพลังงาน รับเรื่องแทน ว่า กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ 14 ครัวเรือนที่ ลงทุนปลูกหญ้าเนเปียร์จำนวน 74 ไร่ ตั้งแต่เดือนก.พ. 2557 ได้รับความเดือดร้อนจากการยกเลิกโครงการนำร่องการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ตามนโยบายของรัฐบาล

จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ตัดหรือขายให้วัตถุดิบได้ เนื่องจากทางบริษัท ยูเอซี เอ็นเนอยี่ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) ได้ยกเลิกการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 1.5 เมกะวัตต์ เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนด้านทางเงินตามข้อตกลงจากภาครัฐ

หญ้าเนเปียร์ที่มีการเพาะปลูกดังกล่าว ทางบริษัทให้ชาวบ้านปลูกเพื่อที่จะใช้เป็นท่อนพันธุ์ เพื่อขยายในพื้นที่ที่เตรียมไว้ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้าประมาณ 900 ไร่ โดยชาวบ้านหวังว่าจะมีรายได้จากการตัดขายหญ้าเนเปียร์ทุกๆ 3 เดือน บริษัทไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าตามสัญญา ก็สร้างความเสียหายแถมยังเสียโอกาสที่จะนำพื้นที่ไปทำประโยชน์ด้านอื่น จึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากปลัดกระทรวงพลังงาน จากที่ก่อนหน้านี้ได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แล้วแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า “ นายจำเนียรกล่าว

สำหรับทางออกของปัญหานั้น ทางวิสาหกิจชุมชนต้องการที่จะเป็นผู้ลงทุนเอง เนื่องจากทางที่ปรึกษาทั้งจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่าการนำก๊าซชีวภาพ ที่หมักจากหญ้าเนเปียร์มาผลิตเป็นไฟฟ้า ที่ได้รับเงินสนับสนุนในส่วนฟีดอินทารีฟ ในอัตรา 5.38บาทต่อหน่วยนั้น มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่สามารถที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ เพราะต้องใช้วงเงินลงทุนสูงถึง 80 ล้านบาทสำหรับการผลิตไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์

“หากกระทรวงพลังงาน เข้ามาให้ความช่วยเหลือเชื่อว่าสถาบันการเงิน น่าจะมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะชาวบ้านไม่ทราบว่าจะกู้เงินมากๆ เพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เรามีความหวังจากนโยบายรัฐส่งเสริมให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ แต่เมื่อเปลี่ยนนโยบาย เอกชนล้มโครงการ กลับกลายเป็นเกษตรกรที่ถูกลอยแพและขาดรายได้มากว่า 1 ปีแล้ว” นายจำเนียร กล่าว

รูปหญ้าเนเปีย
รูปหญ้าเนเปีย

 

 

 

 

 

 

**ข้อมูลจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18/01/2558

 

หญ้าเนเปีย รูปหญ้า เนเปีย เลี้ยงช้าง พลังงาน napier grass

หญ้าเนเปียร์ เชื้อเพลิงชีวมวล คุ้มหรือไม่คุ้ม?

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับหญ้าเนเปียร์กันมาบ้างทั้งเป็นอาหารสัตว์ หญ้าเลี้ยงช้าง หรือสามารถใช้ผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง (Briquette) หรืออัดเม็ด (pellet) ได้
ก่อนอื่นเรามาดูว่าหญ้าเนเปียร์มีรูปร่างหน้าตาอย่างไรกันก่อน รวมถึงข้อดีข้อเสียของหญ้าเนเปียร์คืออะไร?
จริงๆแล้วหญ้าเนเปียร์คุ้มที่จะนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงพลังงานหรือไม่? ขึ้นกับปัจจัยหลายๆปัจจัย โดยเฉพาะพันธุ์หญ้า (ปากช่อง 1, จักรพรรดิ, ฯลฯ) ซึ่งสามารถปลูกได้ดีในแต่ละภูมิประเทศและภูมิอากาศซึ่งถ้าจะนำมาเป็นเชื้อเพลิงนั้นก็ควรเลือกปลูกให้ปริมาณความชื้นขณะเก็บเกี่ยวน้อยที่สุดและมีเนื้อหญ้ามากพอ (3-4 เดือน, ความชื้นประมาณ 65-70% โดยน้ำหนัก) รวมถึงการเก็บเกี่ยว การขนส่งถึงโรงงาน เป็นต้น
การที่จะทำให้หญ้าเนเปียที่เก็บเกี่ยวมาแล้วให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะอัดแท่ง อัดก้อน หรืออัดเม็ดนั้น เป็นปัจจัยสำคัญของความเป็นไปได้ในโครงการ (ระยะเวลาคืนทุนโครงการ) เนื่องจากการเตรียมหญ้าให้พร้อมสำหรับการอัดนั้นจำเป็นจะต้องใช้พลังงานจำนวนมากให้การทำให้หญ้าแห้ง การหีบน้ำออกโดยใช้ลูกกลิ้งเหมือนการหีบอ้อย การสับให้ขนาดหญ้าเล็กลงเพื่อเพิ่มพื้นที่แลกเปลี่ยนความร้อนให้น้ำระเหยได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการอบแห้งหญ้าเป็นขึ้นตอนที่ต้องใช้พลังงานค่อนข้างมากโดยเฉพาะการอบแห้งหญ้าเพื่อลดความชื้นจาก 65-70% ลงเหลือ 15-20% นั้น การหีบโดยใช้ลูกกลิ้งเบื้องต้นจะสามารถลดความชื้นลงได้เหลือประมาณ 35-45% หลังจากนั้นการอบแห้งด้วยเตาอบแห้งประเภทต่างๆเช่นโรตารี่ดรัม (Rotary type dryer) นั้นจะมีประสิทธิภาพไม่สูง ทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงที่ต้องใช้นั้นมาก (ปกติหนีไม่พ้นต้องใช้เชื้อเพลิงชีวมวล เช่นต้นหญ้าเนเปียเอง) วิธีที่มีประสิทธิภาพ ที่ต่างประเทศนิยมใช้ก็เช่นการใช้ superheated steam ซึ่งทำให้หญ้าแห้งได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องกังวลเรื่องการลุกติดไฟของหญ้าใน dryer
ดังนั้นผู้ที่ต้องการลงทุนผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งไม่จำกัดว่าจากหญ้าเนเปียก็ควรจะศึกษาปัจจัยข้างต้นให้ดี

สำหรับเครื่องจักรอัดเม็ด อัดแท่ง ก็ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ครับ
http://www.thaisumi.com/index.php/product-of-thaisumi/twp-series

http://www.thaisumi.com
http://blog.thaisumi.com

หญ้าเนเปียร์  -004

หญ้าเนเปีย รูปหญ้า เนเปีย เลี้ยงช้าง พลังงาน napier grass
หญ้าเนเปีย รูปหญ้า เนเปีย เลี้ยงช้าง พลังงาน napier grass
Webboard Sample Banner for anyone who wants to advertise in our blog
Webboard Sample Banner for anyone who wants to advertise in our blog